Skip to main content

8 posts tagged with "nvfp4"

View All Tags

Qwen3.8-Flash-Next เปิดตัวแล้ว — 125B MoE + 51B n-gram, 6B active แต่ชนะ Claude Opus 4.6 หลาย agentic benchmark

· 13 min read

บันทึก — 26 สิงหาคม 2569 — Qwen ปล่อย Qwen3.8-Flash-Next จริงตามที่ teaser ไว้เมื่อวาน — เป็น Qwen4 architecture preview แรกที่มี n-gram embedding (PLE) เป็น native component

Qwen ปล่อย Qwen3.8-Flash-Next บน Hugging Face เมื่อเช้าตามเวลาไทย — บทความนี้คือการรวบ spec, benchmark, quant ที่ออกแล้ว, และ feasibility บน DGX Spark (GB10) ที่ผมมีอยู่ 1 node

ตัวเลขที่ทำให้หยุดอ่าน: 6B active params แต่ agentic coding (DeepSWE 1.1) ทำได้ 58.7 — Qwen3.8-27B ทำได้ 42.2, Qwen3.7-Plus ทำได้แค่ 16.5, และ DeepSeek-V4-Flash ทำได้ 54.4

Benchmark vLLM บน DGX Spark: Qwen3.6-35B-A3B-NVFP4 ที่ 1-12 Concurrent Requests

· 10 min read

บันทึก 27 มิถุนายน 2569 — อยากรู้ว่า DGX Spark รัน vLLM กับโมเดล 35B NVFP4 แล้วรับโหลดหลาย concurrent request ได้แค่ไหน ก็เลยเขียน script วัดง่าย ๆ ด้วย Python แล้วรันผ่าน SSH

ผมมี vLLM server รันอยู่บน DGX Spark ตั้งแต่เมื่อวาน แต่ไม่เคยได้วัดจริง ๆ ว่ามันรับโหลดได้แค่ไหน ส่วนใหญ่ก็แค่เรียกใช้ทีละ request ก็จบ วันนี้เลยเขียน benchmark script ง่าย ๆ ด้วย Python concurrent.futures + requests แล้วยิงที่ 1, 2, 4, 6, 12 concurrent requests เพื่อดู throughput และ latency

Ornith-1.0-35B-NVFP4 บน DGX Spark: บทเรียนจากการ deploy และปรับ vLLM flags

· 15 min read

บันทึก 26 มิถุนายน 2569 — เรื่องของการเปลี่ยน Qwen3.6-35B-A3B ไปเป็น Ornith-1.0-35B แล้วเจออะไรหลายอย่าง

หลังจากรัน Qwen3.6-35B-A3B-NVFP4 บน DGX Spark มาได้พักใหญ่ วันนี้ลองเปลี่ยนไปเป็น Ornith-1.0-35B-NVFP4 ดู — เป็นโมเดลที่เพิ่งออก (MIT license) เน้น agentic coding โดยเฉพาะ และ Terminal-Bench 2.1 สูงกว่า Qwen3.6-35B ถึง 11.7 คะแนน แต่ก็เจอบทเรียนหลายอย่างระหว่างทาง

Virtual Models บน LiteLLM Proxy: Ornith-1.0-35B 10 profiles ใช้ reasoning_effort คุมพฤติกรรม

· 13 min read

หลังจาก deploy Ornith-1.0-35B-NVFP4 บน DGX Spark สำเร็จแล้ว (ดูรายละเอียดใน บทความก่อนหน้า) ขั้นตอนต่อไปคือสร้าง Virtual Models ผ่าน LiteLLM Proxy เหมือนที่เคยทำกับ Qwen3.6

ความต่างสำคัญ: Ornith มี reasoning_effort 7 levels (none/minimal/low/medium/high/xhigh/max) แทนที่แค่ enable_thinking: true|false แบบ Qwen ทำให้คุมความลึกของ reasoning ได้ละเอียดกว่า และมี thinking_token_budget สำหรับจำกัดจำนวน thinking tokens ต่อ request

Qwen3.6-35B บน DGX Spark — จาก FP8 สู่ NVFP4 + บทเรียนจาก Atlas

· 16 min read

เอาจริง ๆ จุดเด่นอย่างนึงของ DGX Spark ที่อาจจะเหนือกว่าเครื่อง x86 และ GPU ค่ายอื่นก็คือ NVFP4 — รูปแบบข้อมูลเลขทศนิยมลอยตัวขนาด 4 บิต (Floating Point 4-bit) ที่พัฒนาโดย NVIDIA เพื่อใช้บนสถาปัตยกรรม GPU รุ่นใหม่อย่าง Blackwell มันคือเหตุผลที่ DGX Spark — ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ AI ขนาดเดสก์ท็อป — สามารถรันโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) ระดับร้อยพันล้านพารามิเตอร์ได้ภายในเครื่องเดียวอย่างมีประสิทธิภาพ

NVFP4 คืออะไร และทำไมถึงต่างจาก INT4 ทั่วไป?​

NVFP4 ใช้โครงสร้าง E2M1 — 1 sign bit, 2 exponent bits, 1 mantissa bit — ครอบคลุมค่าในช่วงประมาณ -6 ถึง +6 แต่สิ่งที่ทำให้มันแตกต่างจาก INT4 ทั่วไปคือ two-level micro-block scaling: ใช้ scaling factor แบบ E4M3 FP8 บนทุก ๆ 16-value micro-block พร้อม per-tensor FP32 scalar ระดับบนสุด ช่วยลด quantization error ได้อย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับ MXFP4 ที่ใช้ block ขนาด 32 ค่า NVFP4 ลดขนาด block ลงครึ่งหนึ่ง ทำให้ scale ได้ละเอียดขึ้น และ preserve ค่าเล็ก ๆ ที่สำคัญใน model weights ได้ดีกว่า

พูดง่าย ๆ คือ — แทนที่จะบีบทุกค่าใน tensor ให้ใช้ scale factor ตัวเดียวกัน NVFP4 แบ่งเป็น block เล็ก ๆ และหา scale factor ที่เหมาะสมให้แต่ละ block ทำให้ค่าที่ได้ใกล้เคียงของจริงมากที่สุด

สถาปัตยกรรมนี้ทำงานบน fifth-generation Tensor Cores ของ GB10 Grace Blackwell Superchip ใน DGX Spark ซึ่งสามารถจัดการ microscaled FP4 data ได้โดยตรง ทั้ง grouping, dynamic scaling และ 4-bit matrix operations — สิ่งที่ GPU รุ่นก่อนอย่าง Hopper หรือ Ampere ทำไม่ได้เพราะขาด dedicated datapath สำหรับ FP4

แต่เรื่องก็ไม่ได้สวยงามขนาดนั้น​

อ่านเพิ่ม: DGX Spark: 5 Red Flags — Red Flag #1: NVFP4 ยังไม่ทำงานเต็มประสิทธิภาพ

ในความเป็นจริง chip GB10 ใน DGX Spark ใช้ compute capability SM121 ซึ่ง vLLM ตั้งต้นใช้ Marlin fallback — dequant FP4 กลับเป็น BF16 ก่อนคำนวณ แทนที่จะใช้ native FP4 tensor cores NVIDIA clarify ภายหลัง ว่า instruction มีอยู่จริงบน GB10 แต่ต้อง compile ด้วย sm_121a target ไม่ใช่ sm_121 — ปัญหาคือ toolchain ไม่ใช่ transistor ขาด

พูดง่าย ๆ คือ NVFP4 บน DGX Spark ตอนนี้ทำงานผ่าน fallback path ไม่ใช่ native FP4 compute

แล้วมันใช้ได้ไหม?​

แม้จะมีดราม่าเรื่องนี้ แต่ก็ไม่ได้แปลว่า NVFP4 ใช้ไม่ได้ — ผมใช้ Qwen3.6-35B-A3B-FP8 บน DGX Spark มาเดือนกว่า ผ่าน vLLM v0.23.0 recipe ของตัวเอง throughput อยู่ที่ ~290 tok/s ที่ 12 parallel ก็ถือว่าใช้ได้ ไม่ได้แย่ แต่พอไปเจอ claim ใน Discord ว่า "NVFP4 + vLLM nightly ได้ 236.97 tok/s ที่ 10 concurrency" ก็เริ่มสนใจ

คำถามคือ — ทำไม NVFP4 ถึงเร็วกว่า? ทำไม nightly ถึงดีกว่า stable? และที่สำคัญที่สุด — NVFP4 แลกกับ quality เท่าไหร่?

บทความนี้เป็นบันทึกการทดสอบจริง ตั้งแต่ FP8 เดิม → ลอง Atlas (Rust engine) → กลับมาใช้ vLLM + NVFP4 — พร้อมบทเรียนเรื่อง architecture mismatch ที่เจอตอนลอง Atlas

บทความก่อนหน้า: Qwen3.6-35B Sampling Guide — พื้นฐานการเลือก temperature/top_p สำหรับงานต่างๆ

สรุปความเร็ว — เทียบทุก config ที่วัดจริง​

ConcurrencyvLLM FP8 (เดิม)vLLM NVFP4 (ใหม่)Atlas NVFP4ที่ดีที่สุด
1 (single)55.4 tok/s58.4 tok/s78.4 tok/sAtlas +41.5%
3106.0106.763.5vLLM NVFP4
6177.2169.065.6vLLM FP8
12292.8335.8 tok/s81.4vLLM NVFP4 +14.7%

นอกจากความเร็ว ยังได้ฟรี: memory ลด 75% (30-50 GB → 7.94 GB), context 2x (128K → 256K), reasoning 7/7 — รายละเอียดทั้งหมดอยู่ด้านล่าง

DiffusionGemma บน DGX Spark - NVFP4 Quantization และโลกที่ Model 26B ลงใน 18GB ได้

· 9 min read

หลังจากรีวิว DGX Spark ไปแล้ว หลายคนถามว่า "แล้วเอาไปทำอะไรได้บ้าง?" - คำตอบหนึ่งที่น่าสนใจคือ DiffusionGemma ตัวล่าสุดจาก Google DeepMind ที่เพิ่ง release บน Hugging Face ไม่กี่วันก่อน

บทความนี้จะเล่าเรื่อง DiffusionGemma คืออะไร ทำไม NVFP4 quantization ถึงสำคัญ และลองรันบน DGX Spark จริงๆ จะเป็นอย่างไร

Virtual Models บน LiteLLM Proxy: 1 โมเดล 10 profiles ใช้ให้เหมาะกับงาน

· 7 min read

ผมใช้ Qwen3.6-35B-A3B-NVFP4 เป็น backend model ตัวเดียว แล้วสร้าง Virtual Models ผ่าน LiteLLM Proxy เป็น 10 profiles ตามลักษณะงาน

ทุก profile ชี้ไปที่โมเดลเดียวกัน แต่ override sampling parameters ต่างกัน — ทำให้โมเดลเดียวกันตอบออกมา "คนละคน" ตาม use case