Skip to main content

ความกังวลต่อการละทิ้งเทคโนโลยีและรากฐานการผลิตของประเทศ เมื่อธุรกิจคิดแต่“ใช้เงินหาเงิน”

· 5 min read

intro​

ในอดีต คนทำงานในประเทศค่าแรงต่ำ

ดังนั้นเลยเพิ่มโรงงานผลิตแทนเยอะมาก

การผลิตในประเทศ ก็กลายเป็นกระแสของอุตสาหกรรมการผลิต


แต่ปัจจุบัน ต้นทุนแรงงานของประเทศเพิ่มขึ้น

การผลิตในประเทศ ก็ค่อย ๆ กลายเป็น การผลิตของประเทศอื่น


ดังนั้นหลาย ๆ โรงงานผลิตแทน

ที่เผชิญหน้าอยู่นั้นไม่ใช่การปิดกิจการ แต่เป็นการเปลี่ยนแปลง

กำไรจากการหาทุน เอาทั่วโลกเป็นโรงงานผลิตแทน แค่ไปในที่ที่มีต้นทุนต่ำ


แต่จะทำแบบนี้ไม่ได้ ประชาชนต้องการอุตสาหกรรมการผลิต

เทคโนโลยีขั้นสูง พื้นฐาน กระบวนการ จะทิ้งไปไม่ได้ทั้งหมด

ไม่อยากเห็น ละทิ้งรากฐานของในประเทศ

คิดแต่ใช้เงินหาเงิน ดังนั้น ผมจึงคิดเรื่องนี้

Overviews​

ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา การเติบโตของภาคการผลิตในหลายประเทศเริ่มต้นจากความได้เปรียบด้านค่าแรง แต่เมื่อเศรษฐกิจพัฒนา ต้นทุนแรงงานเพิ่มขึ้น การผลิตบางส่วนจึงย้ายไปยังประเทศที่มีต้นทุนต่ำกว่า ปรากฏการณ์นี้มักถูกมองว่าเป็นสัญญาณถดถอยของอุตสาหกรรม

ทว่าที่แท้จริงแล้วคือกระบวนการปรับตัวของระบบการผลิตในระดับโลก บทความนี้มุ่งอธิบายความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว พร้อมชี้ให้เห็นว่าประเทศควรรักษา “รากฐานด้านเทคโนโลยีและสมรรถนะการผลิต” อย่างไรในระยะยาว

สิ่งที่กังวล​

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เราเห็นแนวโน้มที่บริษัทจำนวนไม่น้อยในประเทศไทย มุ่งเน้นการสร้างผลตอบแทนทางการเงินในระยะสั้นเป็นหลัก

ธุรกิจจำนวนมากใช้กลยุทธ์ “นำเงินไปต่อเงิน” มากกว่าการลงทุนพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง ระบบกระบวนการผลิต และความรู้เชิงลึกที่เป็นรากฐานของความสามารถทางอุตสาหกรรม

สิ่งเหล่านี้อาจช่วยให้กิจการเติบโตเร็วในเชิงตัวเลข แต่ในมิติความยั่งยืนของประเทศ การละเลยฐานความรู้และเทคโนโลยีหมายถึงการสูญเสียขีดความสามารถสำคัญในระยะยาว

ซึ่งตรงกันข้ามกับเส้นทางการพัฒนาของประเทศอย่างจีน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น ที่เลือกลงทุนในเทคโนโลยี กระบวนการ และบุคลากรอย่างต่อเนื่อง จนสามารถยกระดับเศรษฐกิจและสร้างความแข็งแกร่งเชิงโครงสร้างให้กับชาติได้

ปัจจุบัน​

เมื่อมองย้อนกลับมาที่ประเทศไทยในช่วง 10-20 ปีที่ผ่านมา ภาพที่เห็นชัดขึ้นเรื่อย ๆ คือโครงสร้างเศรษฐกิจค่อย ๆ เอียงไปทางภาคบริการ การเงิน อสังหาริมทรัพย์ และการค้าปลีก มากกว่าการลงทุนในอุตสาหกรรมการผลิตหรือเทคโนโลยีขั้นสูง

กลุ่มทุนขนาดใหญ่จำนวนไม่น้อย เลือกขยายตัวในธุรกิจที่ให้ผลตอบแทนเร็ว เช่น ธุรกิจค้าปลีก ธุรกิจสื่อสาร และธุรกิจการเงิน แทนที่จะลงทุนต่อยอดในสายการผลิตเดิมที่ตนเองมีอยู่ บางบริษัทที่เคยเป็นโรงงาน กลายเป็นห้างสรรพสินค้า ที่ดิน หรือกองทุน

คนรุ่นใหม่ที่เรียนจบสายวิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ หรือสายเทคนิค จำนวนไม่น้อยเลือกเข้าทำงานในธนาคาร ที่ปรึกษา หรือสตาร์ทอัพที่เน้นการตลาด มากกว่าจะลงไปทำงานในภาคการผลิตจริง ทั้งที่ประเทศยังขาดแคลนบุคลากรเหล่านี้อยู่มากในอุตสาหกรรม

ในขณะที่หลายประเทศในเอเชีย เลือกเดินเส้นทางการลงทุนระยะยาวในเทคโนโลยีและการผลิต ไทยกลับใช้งบประมาณจำนวนมากไปกับโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น เช่น ส่งเสริมการท่องเที่ยว กระตุ้นการบริโภค หรืออัดฉีดเงินผ่านโครงการภาครัฐ ซึ่งช่วยให้ตัวเลข GDP ปีนั้นดูดี แต่ไม่ได้สร้างขีดความสามารถใหม่ให้กับประเทศ

ผลที่ตามมาคือ รากฐานการผลิตเดิมที่เคยมีอยู่ค่อย ๆ เสื่อมถอยทั้งเครื่องจักร ทั้งบุคลากร ทั้งกระบวนการ โดยที่ไม่มีการทดแทนด้วยความสามารถใหม่อย่างจริงจัง

สิ่งที่คาดหวัง​

ผมไม่ได้คาดหวังว่าทุกอย่างจะเปลี่ยนในเร็ววัน เพราะรู้ว่ารากฐานของประเทศไม่ได้สร้างได้ในชั่วข้ามคืน และไม่ได้ถูกทำลายลงในชั่วข้ามคืนเช่นกัน

แต่สิ่งที่ผมยังคาดหวังอยู่ มีอยู่ไม่กี่อย่าง

ผมหวังว่าจะยังมีคนที่เชื่อว่า“การสร้างของจริง”มีค่ามากกว่าการซื้อขายของจริง

ผมหวังว่าจะยังมีคนที่ยอมเสียเวลา 5 ปี 10 ปี 20 ปี เพื่อสร้างเทคโนโลยีหรือกระบวนการที่ยังไม่มีใครทำ แม้จะยังไม่รู้ว่าจะคืนทุนเมื่อไหร่

ผมหวังว่าเด็กรุ่นใหม่ที่เรียนวิศวะ วิทย์ หรือสายเทคนิค จะยังมีคนอยากลงมือทำจริง ไม่ใช่แค่อยากขายของบนออนไลน์

ผมหวังว่าครู อาจารย์ และคนถ่ายทอดความรู้ จะยังสอนให้คนรุ่นต่อไปเห็นคุณค่าของ“การทำ”มากกว่า“การพูด”

ผมหวังว่าจะมีบริษัทสักแห่งที่ตัดสินใจลงทุนในสิ่งที่ยังไม่มีกำไรวันนี้ เพราะเชื่อว่ามันจำเป็นต่อประเทศ ไม่ใช่เพราะมันขายได้

แชร์บทความ
☕

เนื้อหานี้มีประโยชน์ไหม? ช่วยสนับสนุนค่ากาแฟให้ผู้เขียนสักแก้ว

Buy Me a Coffee
Loading...