AI Agentic ใน 2026: นักพัฒนาจะอยู่ตรงไหน?
สารบัญ
บันทึกกลางดึก — 22 มิถุนายน 2569
คืนนี้คุยกับนานาโกะเรื่อง AI agentic ยาวมาก จนรู้สึกว่ามันไม่ใช่แค่คุยกัน — แต่มันคือ session ที่ช่วยจัดระเบียบความคิดที่ผมคิดไว้หลายวันแล้ว
ก่อนจะมาคุยด้วย ผมคิดเรื่องนี้ไว้หลายรอบแล้ว ถ้าถึงตอนนั้นจริง (จริงๆ ตอนนี้ก็เริ่มแล้ว) AI เข้ามาเปลี่ยนการทำงานสาย dev มาก — จริงๆ ก่อนนี้งาน dev มันก็แทบจะอัตโนมัติ ด้วยการสร้าง script ให้สั่งทำงานอยู่แล้ว แต่พอมี AI เข้ามา การทำงานแบบ inference ก็ชัดขึ้น — ยิ่งทำให้สาย dev ติดปีก งานอัตโนมัติมากกว่าเดิมอีก
แต่ข้อเสียของ AI กับ dev คือ AI slop ทำให้คุณค่าของงานพัฒนา app ลดลงอย่างมาก เกิดจากทั้งคนในวงการ และนอกวงการ พยายามทำ app by AI slop กลายเป็นของราคาถูก → อาจจะกระทบการจ้างงานในอนาคตลดลงด้วย
AI Agentic คืออะไร — ในมุมมองนักพัฒนา
คนทั่วไปมอง AI agent เป็น "ตัวช่วยทำงานอัตโนมัติ" — สั่งให้มันทำนู่นทำนี่ แล้วจบ
แต่ในมุม developer, AI agentic ประกอบไปด้วย 4 ส่วนหลัก:
1. สมอง (Model)
แล้วรายละเอียดของ model ก็ยิบย่อยมาก — Dense vs MoE, ขนาด 3B, active params, ระดับ temperature, top_k, top_p, รูปแบบการ think แต่ละตัว
ตรงนี้มันเป็นปัญหาสำหรับคนทั่วไปพอสมควรที่จะเลือก และปรับแต่งใช้งาน — ในมุมมองคนทั่วไปอยากได้ model เดียวแบบครอบจักรวาล ที่บางทีเลือกไม่เหมาะกับงานด้วยซ้ำ
2. Agentic Tools
เช่น Hermes, OpenClaw — เอาจริงๆ แล้วพวกนี้เกิดจากโครงการ open source — มันไม่เหมาะกลุ่มผู้ใช้ทั่วไปตั้งแต่แรก — กลุ่มคนที่จะใช้งานต้องมี skills ในระดับหนึ่ง — และส่วนใหญ่เป็น dev หรือสายคอมที่คุกคลีกับเรื่อง tech
3. ความท้าทายในการ implement agentic กับงานจริงในองค์กร
เรื่องนี้ผมมองว่าท้าทายเพราะการทำงานของ agentic จะแตกต่างจากมนุษย์ โดย agentic ต้องมี workflow ที่ชัดกับงานที่จะเอาไป implement — เชื่อมต่อกับ tools เช่น MCP (dev ต้องพัฒนาขึ้นมาให้เหมาะสมกับงาน) — และ scope งานที่ agentic ทำได้
4. งบประมาณค่าใช้จ่าย + ความปลอดภัย
เนื่องจาก agentic ใช้ model และกิน tokens เป็นหลัก ตรงนี้จะมมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างมาก — ต้องเลือกระหว่างจะรัน model local หรือใช้ผสม cloud API model → เรื่องนี้ยังท้าทายถ้าผู้บริหารจะตัดสินใจลงทุน เขาจะมองอีกมุมทันทีว่า ถ้าเอาลงทุนกับ agentic ธุรกิจเขาจะได้อะไร คุ้มไหม
ส่วนเรื่องความปลอดภัยก็สำคัญ — ตอนนี้ agentic ที่คนส่วนใหญ่เล่นจะเป็นแบบ local หรือทำเป็น side project — แต่พอเอาไปใช้งานจริงจังกับงานธุรกิจต้องมองภาพเยอะกว่านั้นในเรื่อง security ทั้งภายใน ทั้งภายนอก การมองระบบเรื่องนี้ก็ท้าทาย
--
Phase 1 — และกับดักที่เราอาจติดอยู่นาน
ปีนี้ 2026 — ตามความเห็นผมเรื่อง AI agentic ผมมองว่าจะอยู่ช่วงเริ่มต้นครับ
แล้ว Phase 2 จะมาถึงเมื่อไหร่?
ผมคิดว่า Phase 1 น่าจะยาว เพราะเหตุผลคือ:
- ราคาใช้ API model token ไม่ได้ถูก ยิ่ง model ตัวเก่งๆ ยิ่งแพง
- ตอนนี้ยังเป็นกระแส FOMO ทำให้ทั้งบริษัทก็แข่งกันออก model ตัวเก่งๆ + และ tools ช่วย cowork → แต่ละบริษัทก็พัฒนาไปในทิศทางของตัวเอง และก็ยังมีโอกาสพัฒนาไปได้อีกเยอะ
- supply and demand ทั้งเรื่อง API model + ราคา hardware ก็แพง ดูอย่าง DGX Spark ของผมสิ แค่เครื่อง home use ก็ยังราคาสูง
ผมว่าจะเริ่ม Phase 2 ได้ เรื่อง AI และ agentic ต้องเริ่มอยู่ตัวแล้ว ราคา hardware ถูกลง และมี model เก่งขึ้น — พวก model ที่เอารัน local ง่ายและเก่ง — ตอนนั้นแหละ Phase 2 คือจุดที่ทุกคนต้องยอมรับ ใครไม่ยอมรับก็ต้องถูกบีบให้ยอมรับ เพราะเทรนด์มันมาแบบนี้แล้ว
--
Standardized Protocol — เป็นไปได้แต่ยาก
Standardized agentic protocol = เป็นไปได้แน่นอน
เอาง่ายๆ ตอนนี้ เวลาจะไปเช่า API token บนหลายเจ้า จะอ้างอิงมาตรฐาน OpenAI API กับ Anthropic API — แค่เรื่องถ้ามันเป็นมาตรฐานเดียวได้จะดีมาก → แต่เรื่องนี้ก็ยาก
ส่วน MCP, REST API ค่อนข้างเป็นมาตรฐานอยู่แล้ว
--
Hardware + Model Company = ผู้ชนะ
เรื่องอื่นเราน่าจะติด Phase 1 อีกนาน — คนจะรวย และทำเงินได้เยอะคือ บริษัทผลิต hardware และ ทำ model
คิดดูนะ — NVIDIA ขาย GPU ให้คนขุดทองทั้งโลก — ส่วนคนที่ขุดทองเอง ยังต้องพยายามหา product-market fit
ผมคิดว่ายุคนี้คือ "ยุคขาย pickaxe" จริงๆ
| ผู้เล่น | สถานะตอนนี้ |
|---|---|
| GPU maker (NVIDIA) | รวยที่สุด — ขาย pickaxe ให้คนขุดทองทั้งโลก |
| Foundation model builder | มี gold mine อยู่ใต้เท้า — ขาย access monetize ได้หมด |
| App developer | ยังต้องพยายามหา product-market fit |
| Enterprise user | กังวลเรื่อง cost + security + ROI |
--
Career Strategy — ลึกกว่า AI slop
คำถามที่ผมคิดไว้หลายวันแล้ว: ถ้า hardware + model company คือผู้ชนะในระยะยาว.. แล้ว developer อย่างผมจะอยู่ตรงไหน?
AI เข้ามาเปลี่ยนการทำงานสาย dev มาก — จริงๆ ก่อนนี้งาน dev มันก็แทบจะอัตโนมัติอยู่แล้ว แต่พอมี AI เข้ามา การทำงานแบบ inference ก็ชัดขึ้น — ยิ่งทำให้สาย dev ติดปีก งานอัตโนมัติมากกว่าเดิมอีก
แต่ข้อเสียของ AI กับ dev คือ AI slop ทำให้คุณค่าของงานพัฒนา app ลดลงอย่างมาก
ดังนั้นจุดยืน และแผนผมคือ:
ศึกษาเชิงลึก → เล่น/ศึกษา ทำในสิ่งที่คนไม่ค่อยทำกัน → เขียนออกมาเป็นบทความไว้
เพราะสุดท้ายก็ยังต้องมี dev เหมือนเดิม — แค่เปลี่ยนวิธีการทำงาน และวิธีคิดใหม่
การศึกษาเชิงลึกยังเป็นเรื่องสำคัญ — ไม่ใช่แค่คนอื่นจะเข้าใจได้ แม้จะใช้ AI ช่วยก็ตาม
--
บทสรุป — ยังไม่มีบทสรุป
เรื่องนี้ผมยังคิดไม่จบ — และคงไม่ได้คิดจบในคืนเดียว
แต่สิ่งที่ผมรู้แน่ๆ คือ:
- AI agentic ยังอยู่ใน Phase 1 — และอาจนานกว่าที่คนคิด
- Hardware + model company คือผู้ชนะระยะสั้น — แต่ไม่ได้หมายความว่า developer ไม่มีที่ยืน
- จุดยืนของผมคือ "ลึกกว่า" ไม่ใช่ "เร็วเท่า" — ศึกษาให้ลึก ทำในสิ่งที่คนอื่นไม่ทำ เขียนเพื่อแบ่งปัน
- AI slop จะลดค่าของงานทั่วไป — แต่ค่าของงานที่ "เข้าใจลึก" จะสูงขึ้น
.. พรุ่งนี้ค่อยมาอ่านกันต่อครับ 🌙
เนื้อหานี้มีประโยชน์ไหม? ช่วยสนับสนุนค่ากาแฟให้ผู้เขียนสักแก้ว
Buy Me a Coffee